ชนิดของปุ๋ย

1.ปุ๋ยเคมี เป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่ใส่ลงไปในดินเพื่อเพิ่มธาตุอาหารพืชให้แก่ดิน โดยธาตุอาหารพืชที่เป็นองค์ประกอบในปุ๋ยนั้น ตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 กำหนดให้ผู้ผลิตปุ๋ยเคมีต้องระบุปริมาณธาตุอาหารรับรองไว้บนฉลากปุ๋ยซึ่งมีความหมายดังต่อไปนี้
ตัวเลขตัวแรกของสูตรปุ๋ย หมายถึง ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด (% N )
ตัวเลขตัวที่สองของสูตรปุ๋ย หมายถึง ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ (% P 2 O 5 )
ตัวเลขตัวที่สามของสูตรปุ๋ย หมายถึง ปริมาณโพแทสเซียมที่ละลายน้ำได้ (% K 2 O )

2.ปุ๋ยอินทรีย์ มนุษย์มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์มาตั้งแต่สมัยโบราณในยุคแรกที่มีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ และเรายังใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในรูปแบบต่าง ๆ มาเป็นเวลานาน จนกระทั่งเริ่มมีการพัฒนาประสิทธิภาพในด้านธาตุอาหารของวัสดุธรรมชาติให้มีความเป็นประโยชน์มากขึ้น ๆ ทำให้เกิดการพัฒนาเป็นปุ๋ยเคมีซึ่งมีข้อได้เปรียบที่มีความเข้มข้นของธาตุอาหารพืชสูงกว่าปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้เราลดการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งในเกษตรกรบางรายไม่มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือวัสดุอินทรีย์อีกครั้งก็พบว่า พืชมีการตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์อย่างมาก เราอาจจำแนกปุ๋ยอินทรีย์ออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้

3.ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ,น้ำสกัดชีวภาพ คือ ปุ๋ยที่ได้จากการสกัดน้ำเลี้ยงจากเซลล์พืชและหรือเซลล์สัตว์โดยใช้น้ำตาลด้วยกระบวนการหมักแบบไม่ต้องการอากาศโดยจุลินทรีย์ จนได้น้ำสกัดสีน้ำตาล สารพวกคาร์โบไฮเดรท กรดอะมิโน ฮอร์โมน โปรตีน และธาตุอาหารอยู่มาก (ขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาหมัก) ที่สำคัญมากประการหนึ่ง คือจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์จำนวนมากมายจะช่วยกำจัดควบคุมจุลินทรีย์ที่เป็นโทษไม่ให้แสดงบทบาท ทำให้สภาพแวดล้อมในดินและบริเวณต้นพืชดีขึ้น ดินมีพลังมากขึ้น กระบวนการต่าง ๆ ในต้นพืชทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ พืชจึงเจริญเติบโตมีความแข็งแรงและให้ผลผลิตคุณภาพดี ที่สำคัญเป็นการลดการใช้สารเคมี จึงปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค


4.ปุ๋ยพืชสด คือปุ๋ยที่ได้จากการไถกลบเศษหรือต้นพืช ขณะที่ยังสดลงไปในดิน ปล่อยให้ย่อยสลายระยะหนึ่ง แล้วจึงปลูกพืชหลักตาม ปกตินิยมใช้พืชตระกูลถั่วเป็นพืชปุ๋ยสด เช่น ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า ปอเทือง โสนต่าง ๆ ถั่งมะแฮะ ฯลฯ เนื่องจากปลูกง่าย เป็นพืชที่สามารถตรึงธาตุไนโตรเจนจากอากาศได้ ไม่ระบาดเป็นวัชพืชภายหลัง โดยตัดสับหรือไถกลบพืชดังกล่าวในช่วงที่พืชกำลังออกดอก 50 % เพราะจะได้ปุ๋ยพืชสดคุณภาพดี น้ำหนักสดต่อไร่สูงและย่อยสลายง่าย จึงปลูกพืชหลักตามได้ไวขึ้น

5.ปุ๋ยที่ได้จากการไถกลบตอซัง (ปุ๋ยหมัก) เป็นวิธีที่สะดวกและง่ายที่สุด โดยทำการไถกลบเศษพืชหรือตอซังหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วทันที เพราะคุณภาพและปริมาณของตอซังจะยังดีที่สุด หากปล่อยตากแดดตากฝนนานวันคุณภาพและปริมาณจะลดลงเรื่อย ๆ นอกจากนั้นอาจถูกไฟเผาได้ง่ายทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม การไถกลบตอซังลงไปในดินนอกจากจะเป็นการป้องกันการถูกไฟไหม้แล้ว ยังเป็นการคลุกเคล้าเศษพืชลงไปในดิน ความชื้นและจุลินทรีย์ดินจะเริ่มทำงาน(ย่อยสลาย)ได้ทันที แม้การไถกลบในขณะที่มีตอซังจะดูยุ่งยากและไม่เรียบร้อย แต่ผลที่ได้จะคุ้มค่ามาก เพราะหลังจากไถกลบ 1-2 เดือน เศษพืชจะย่อยสลายและปลดปล่อยธาตุอาหารออกมา โครงสร้างของดินจะดีขึ้น การไถพรวนก่อนการปลูกพืชหลักจะทำได้ง่ายและเรียบร้อยขึ้น ที่สำคัญเป็นวัสดุที่มีอยู่ตรงนั้นแล้ว ไม่ต้องขนย้ายมาผ่านกระบวนการ แล้วขนกลับไปใส่และต้องไถกลบลงไปในดินเหมือนกัน

กลับสู่หน้าแรกค่ะ